ความแตกกต่างของเวชสำอาง และเครื่องสำอาง

นี่คือความแตกต่างระหว่าง เครื่องสำอางและเวชสำอาง   จึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ที่ทำไมคลินิกความงามจึงมีคนเข้ามารักษาผิวหน้ากันมากมาย
โดยจะขอแยกผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับความงามออกเป็น2 กลุ่มใหญ่ๆ
เพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนขึ้นกลุ่มเครื่องสำอาง และกลุ่มเวชสำอาง
กลุ่มเครื่องสำอาง
ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ได้รับความนิยมกันมาตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบัน
แล้วเครื่องสำอางมีความแตกต่างจากเวชสำอางอย่างไร?
-ราคา
เครื่องสำอางจัดเป็นผลิตภัณฑ์ ที่ผลิตขึ้นมาเพื่อให้ได้รับความนิยมในตลาดทั่วประเทศ   ด้วยเหตุนี้จึงเน้นที่ราคาถูก
เพื่อให้คนส่วนใหญ่เข้าถึงสินค้าได้ง่าย มีจำหน่ายทั่วไป และเราจะเห็นโฆษณาสินค้าได้ในทุกสื่อโดยเฉพาะทางทีวี
-หาซื้อได้ง่าย
เนื่องจากเป็นสินค้าเพื่อคนส่วนใหญ่และมีราคาถูก   ผู้ผลิตจึงต้องวางสินค้าทั่วประเทศ
-ประสิทธิภาพ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่บรรดาเจ้าของผลิตภัณฑ์เหล่านี้ทุกคนกลัวก็คือ ภาพลักษณ์ของสินค้า
โดยเฉพาะการแพ้หรืออาการข้างเคียงจากการใช้   ด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตเหล่านี้
จึงไม่กล้าใส่สารออกฤทธิ์ที่สำคัญในปริมาณเข้มข้นเพราะอะไร? …
เพราะว่า… ถ้าเมื่อไหร่ที่มีคนใช้และเกิดอาการหน้าแดง คันหรือบวม (เพียงแค่ 1 คน) ก็ตาม
และถ้าเรื่องนี้หลุดเข้ามาเป็นข่าว   ข่าวนี้ก็จะแพร่ออกไปเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว
และคนส่วนใหญ่จะรับรู้ข่าวในด้านลบ ถึงข่าวที่ออกไปจะไม่เป็นเรื่องจริง
หรือถ้าจริงก็ตามและมีการต่อสู้เป็นคดีความ   ในท้ายที่สุดเจ้าของผลิตภัณฑ์ก็จะชนะคดีความ
(เพราะการแพ้หรืออาการข้างเคียง มีโอกาสเกิดขึ้นได้เสมอกับทุกคน)   แต่คนส่วนใหญ่จะกลัวไว้ก่อน
นี่คือสิ่งที่เจ้าของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้กลัวกันมาก และเรื่องนี้
ก็เคยเกิดขึ้นแล้วเมื่อหลายปีก่อนกับผลิตภัณฑ์ทาหน้าอกตัวหนึ่ง ซึ่งดังมากเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา
แต่พอมีข่าวลบออกมาและเป็นคดีความอยู่หลายปี   ในท้ายที่สุดบริษัทนี้ก็ชนะคดี
แต่สินค้าก็ถูกถอนออกจากตลาดไปแล้ว เพราะขายไม่ได้
สรุป… ผู้ที่เสียหายมากที่สุด ก็คือ บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์ทาหน้าอก ถึงแม้จะชนะคดีก็ตามเป็นความเสียหายที่ประมาณค่าไม่ได้ทางธุรกิจ
ดังนั้น สินค้าในกลุ่มนี้จึงเห็นผลน้อยมากจากการใช้
ถึงแม้จะใช้เป็นประจำทุกวันก็ตามใช้ง่ายเนื่องจากมีความเข้มข้นของสารออกฤทธิ์ต่ำ
จึงมีความปลอดภัยสูง   ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องขอคำแนะนำจากผู้ใด
กลุ่มเวชสำอาง
-ราคา
เนื่องจากเป็นสินค้าที่ใช้แล้วออกฤทธิ์แรงและเห็นผล เร็ว เพราะผู้ผลิตใส่สารออกฤทธิ์ในความเข้มข้นสูง
ซึ่งสารพวกนี้มีราคาสูง   ทำให้ต้นทุนสินค้าจึงมีราคาสูงตามไปด้วย
-ประสิทธิภาพ
อย่างที่บอกไปแล้วว่า เพราะมีสารออกฤทธิ์ที่สำคัญในความเข้มข้นสูง   สินค้าจึงเห็นผลเร็ว
จากการใช้เพียงไม่กี่ครั้งและก็เช่นเดียวกัน เมื่อมีความเข้มข้นสูง ก็ย่อมมีโอกาสเกิดอาการข้างเคียงหรือแพ้จากการใช้ได้
เป็นเรื่องธรรมดา
-การใช้งาน
เนื่องจากมีความเข้มข้นสูง จึงต้องระมัดระวังในการใช้   ดังนั้นจึงต้องอยู่ในการดูแลของผู้ที่เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด
สินค้าจึงมีจำหน่ายผ่านทางคลินิกแพทย์ความงามเป็น ส่วนใหญ่
และตามศูนย์ดูแลให้คำปรึกษาของผลิตภัณฑ์แบรนด์เนมดังจากต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่าราคาก็เป็นหลักพันขึ้นไป
จนถึงหมื่น
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ คุณคงต้องให้คำแนะนำกับลูกค้าของคุณว่า เขาต้องการผลลัพธ์แบบไหน
ถ้าไม่กลัวเรื่องแพ้ และต้องการเห็นผลเร็ว ก็เลือกใช้เวชสำอาง
แต่มีสิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะแจ้งให้คุณทราบก็คือ ปัจจุบันนี้ เทคโนโลยี่ทางการแพทย์
และความงามได้เจริญก้าวหน้าจนเกือบจะมาบรรจบกัน (จากเดิมที่วิ่งขนานกันมาตลอด) ซึ่งอีกไม่นาน
พวกเราคงจะได้เห็นสินค้านวัตกรรมที่มีความปลอดภัยมากขึ้น และเห็นผลเร็ว ในราคาที่สมเหตุสมผล…

Continue reading

ออกกำลังกายเพื่อสุขภาพด้วยแอโรบิค

การออกกำลังกายมีมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบไอโซเมตริค (Isometric) ไอโซโทนิก
(Isotonic) ไอโซไคเนติค (Isokinetic) แอนแอโรบิค (Anaerobic exercise) และแอโรบิค (Aerobic exercise)
ซึ่งหากเราเลือกออกกำลังกายในรูปแบบที่ไม่เหมาะสมกับสภาพร่างกายของเราก็อาจจะส่งผลเสียและเป็นอันตรายต่อสุขภาพมากกว่าจะได้สุขภาพที่ดี

หากคุณเป็นคนที่มีโรคความดันโลหิตสูง ไม่ควรที่จะออกกำลังกายแบบไอโซเมตริค (Isometric)
หรือการทำให้กล้ามเนื้อมีการหดเกร็งตัวแต่ไม่มีการเคลื่อนไหว เป็นการเกร็งกล้ามเนื้อต้านกับแรงต้านทานต่างๆ เช่น
การเบ่งกล้าม ดันกำแพง ช่วยเพิ่มความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ แต่ระบบหัวใจและหลอดเลือดไม่ดีขึ้น
ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นไปอีก การออกกำลังกายแบบไอโซโทนิค (Isotonic)
คือการทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวและมีการเคลื่อนไหวของข้อต่อ แขนและขา เช่น การยกดัมเบลล์ การลุกนั่ง
ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง แต่ไม่ช่วยเรื่องระบบหัวใจ หลอดเลือด และปอด การออกกำลังกายแบบไอโซไคเนติค (Isokinetic)
คือการเคลื่อนไหวในลักษณะที่กล้ามเนื้อมีการเคลื่อนไหวในรูปแบบเดิมๆ ซ้ำๆ เช่น การยืนแกว่งแขนไปมาเป็นเวลานานๆ
หรืออาจใช้อุปกรณ์พิเศษ เช่น การปั่นจักรยานไฟฟ้าอยู่กับที่ ทำให้กล้ามเนื้อแข็งแรง ส่วนการออกกำลังกายแบบแอนแอโรบิค
(Anaerobic exercise) คือการออกกำลังกายที่ทำแบบเต็มที่ รุนแรง ในระยะเวลาสั้นๆ เช่น การยกน้ำหนัก เล่นเทนนิส
การวิ่งเร็ว การออกกำลังกายชนิดนี้จะทำได้ไม่นาน เพราะจะทำให้เหนื่อย เมื่อยล้า
การออกกำลังกายชนิดนี้มักใช้แป้งเป็นพลังงาน ไม่ใช้ออกซิเจน
และการออกกำลังกายที่ขาดไม่ได้เลยคือการออกกำลังกายแบบแอโรบิค (Aerobic exercise)
เป็นการออกกำลังกายที่ไม่รุนแรงมาก ต้องใช้ออกซิเจนในการเผาผลาญพลังงาน ต้องใช้กล้ามเนื้อกลุ่มใหญ่ เช่น แขนหรือขา
อย่างต่อเนื่องเป็นเวลานานๆ อย่างหนักและสม่ำเสมอ การออกกำลังกายแบบนี้จะทำให้หัวใจ ปอด
และระบบหมุนเวียนโลหิตแข็งแรง ซึ่งก็คือวิธีการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ เช่น เดิน วิ่ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน กระโดดเชือก
เต้นแอโรบิค เป็นต้น การออกกำลังกายชนิดนี้ช่วยเผาผลาญแป้งและไขมันในร่างกายได้เป็นอย่างดี
ดังนั้นเราควรที่จะออกกำลังกายแบบแอโรบิคตลอดเวลาเพื่อสุขภาพ

เมื่ออยู่ตัวแล้วก็อาจจะเล่นกีฬาอย่างอื่นเสริมด้วยก็ได้ แต่ไม่ควรหยุดการออกกำลังกายแบบแอโรบิค
เพราะไม่ใช่ว่าการเล่นกีฬาประเภทใดก็ได้จะดีต่อสุขภาพหัวใจ ปอด และหลอดเลือดเสมอไป
การเล่นกีฬายกน้ำหนักทุกวันอย่างเดียวก็สามารถทำให้สุขภาพแย่ลงได้เช่นกัน…

Continue reading

3 กฏเหล็กสำหรับมือใหม่หัดทานคลีน

กระแสเกี่ยวกับการ “ทานคลีน” มีมาเป็นเวลานานแล้วแต่พึ่งได้รับความนิยมในช่วงที่ผ่านมา เพราะคนส่วนใหญ่หันมาใส่ใจสุขภาพมากขึ้น

เพราะอยากมีสุขภาพแข็งแรง และที่สำคัญอยากมีรูปร่างที่สวยงาม
แต่คุณรู้หรือไม่ว่าแท้จริงแล้วการทานคลีนเป็นอย่างไร วันนี้เราจึงได้รวบรวม 3
กฏเหล็กแห่งการทานคลีนมาให้ใช้ประกอบการตัดสินใจก่อนเลือกทานอาหารครั้งไป
1. หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงหลายขั้นตอนและรสจัด
จุดมุ่งหมายของการทานคลีน คือ การกำจัดสารเคมีต่างๆ ให้ออกไปได้มากที่สุด
ฉะนั้นเครื่องปรุงที่ไม่ได้มาจากธรรมชาติจึงตัดออกไปได้เลย
เพราะคนทานคลีนส่วนมากมักจะใช้เครื่องปรุงที่มาจากธรรมชาติ
และขั้นตอนการปรุงก็ไม่ต้องซับซ้อนหลายวิธี
และที่สำคัญควรหลีกเลี่ยงการปรุงอาหารที่ต้องใช้น้ำมัน

2. น้ำตาลเทียมไม่ถือเป็นอาหารคลีน
น้ำตาลเทียมหรือสารให้ความหวานแทนน้ำตาลนั้น ไม่ถือเป็นอาหารคลีน
และที่สำคัญไปกว่านั้น คือ ส่งผลเสียกระทบต่อร่างกายเป็นอย่างมาก
ซึ่งคนที่ทานคลีนจะเลือกใช้ความหวานที่มาจากผักผลไม้ และน้ำผึ้ง มากกว่า
เพราะเป็นความหวานที่ได้จากธรรมชาติโดยไม่มีการปรุงแต่งนั้นเอง
3. ทานคลีนไม่ถือเป็นการลดน้ำหนัก
หลาย ๆ คนยังเข้าใจผิดอยู่ว่าการทานคลีนจะสามารถช่วยลดน้ำหนักได้
ซึ่งถือเป็นความเชื่อที่ผิดมาก ๆ เพราะต่อให้ทานอาหารคลีน
แต่ไม่ยอมควบคุมปริมาณอาหาร กินเยอะกว่าที่ร่างกายต้องใช้ น้ำหนักก็ไม่ลดอยู่ดี
สำหรับทางเลือกที่ดีที่สุดของคนอยากลดน้ำหนัก คือ
การควบคุมปริมาณอาหารและออกกำลังกายควบคู่กันไป…

Continue reading

5 การอาบน้ำทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว

 

 

แน่นอนว่าปัจจุบัน ท่ามกลางอากาศที่ร้อนอบอ้าว หนึ่งในวิธีที่ช่วยให้เราผ่อนคลายได้มากที่สุด คงหนีไม่พ้น การอาบน้ำให้สดชื่น ซึ่งถือเป็หนนึ่งในกิจวัตรหลักประจำวันอยู่แล้ว แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่า ที่เราอาบน้ำอยู่ในทุกๆวันนั้น เป็นวิธีที่ถูกต้องและดูแลผิวพรรณเราได้จริงๆ ดังนั้น ถ้าใครยังไม่แน่ใจ เราเชื่อว่า บทความนี้จะเป็นประโยชน์ กับหัวข้อที่ว่า  5 การอาบน้ำทำร้ายผิวแบบไม่รู้ตัว

 

เริ่มจากอาบแต่น้ำร้อน

 

คนส่วนใหญ่ มักอาบน้ำอุ่นหรือน้ำร้อน จนชิน ไม่เว้นแม้แต่ฤดูร้อน แต่รู้หรือไม่ว่า การอาบน้ำร้อนบ่อยๆ เป็นหนึ่งในการทำลายผิวของเราแบบไม่รู้ตัว  เพราะทำให้ผิวเป็นขุย อีกทั้งยังเป็นการขจัดน้ำมันบนผิวของเรามากเกินไป ส่งผลให้ผิวหนังไม่สามารถป้องกันตัวเองได้แบบเป็นธรรมชาติ ที่สำคัญอาจส่งผลให้ผิวหนังอักเสบได้ด้วย

 

อาบนานเกินไป

 

หลายคงอาจเพลิดเพลินกับการอาบน้ำให้ชุ่มฉ่ำ แต่จริงๆแล้ว การอาบน้ำนาน ก็ไม่ใช่เรื่องดีนัก เมื่อเป็นอีกหนึ่งปัจจัย ทำร้ายผิวทางอ้อม ไม่ต่างอะไรกับการอาบน้ำร้อน เนื่องจากยิ่งอาบน้ำ ยิ่งทำให้ผิวแห้งก้าน และ ระคายเคืองง่ายกว่าเดิม  ดังนั้น เวลาที่เหมาะสมควรอยู่ที่ 10-15 นาทีเท่านั้น

 

อาบด้วยครีมประจำ

 

ในขณะที่เราอาบน้ำที่มีฟองมากจากครีม ก็เท่ากับว่า  เรายิ่งเจอสารเคมีมากเช่นกัน ซึ่งชัดเจนว่า มันจะทำลายน้ำมันหล่อลื่นบนผิว ส่งผลให้ผิวของเรา แห้งและหยาบกร้าน เหนือสิ่งอื่นใด เราเข้าใจได้ว่า หลายคนอาจติดใจกับครีมอาบน้ำ แต่ถ้าเลี่ยงได้ ก็ไม่ควรใช้ทุกวัน

 

ใช้ฟองน้ำช่วยขัดถูตัว

 

เป็นอีกหนึ่งวิธี อาบน้ำที่ไม่ควรใช้ เนื่องจาก ฟองน้ำ ส่วนใหญ่ เป็นตัวสะสมแบคทีเรียและเชื้อราชั้นดี ดังนั้น ถ้าเป็นไปได้ ควรเปลี่ยนทุกๆ หนึ่งเดือน หรือ 4 สัปดาห์ หรือใช้ผ้าเช็ดตัวปกติแทน ที่สำคัญ ควรทำให้มันแห้ง หลังจากใช้งานเรียบร้อย

 

เช็ดตัวแรงเกินไป

 

ปิดท้ายกันที่ หลังอาบน้ำเสร็จ เราไม่ควรเช็ดตัวด้วยความแรงเกินไป กลับกันควรใช้ผ้าเช็ดตัวที่มีความอ่อนนุ่ม และ เช็ดตัวพอหมาดๆเท่านั้น แล้วจากนั้นทาครีมบำรุง เพื่อเพิ่มความชุ่มชื่นให้ผิว…

Continue reading

หนีอากาศร้อน ไปนอนชิว ๆ ริมทะเลควรพกครีมกันแดดไปด้วย

 

อากาศร้อนอบอ้าวแบบนี้ ต้องไปทะเลจริงไหมคะ โดยเฉพาะสาว ๆ ที่จะต้องใส่บิกินี่ เซ็กซี่ แต่ถ้าไม่อยากให้ผิวแก่ ผิวแห้งกร้าน หรือไหม้จะต้องมีตัวช่วยคือ ครีมกันแดด แต่จะเลือกอย่างไรดี ให้ผิวเที่ยวทะเลอย่างมีความสุข ไม่ต้องกังวลว่าผิวจะกลับมาไหม้ หรือแห้งกร้าน ถูกแดดเผา และผิวคล้ำเสีย ให้คุณเที่ยวทะเลได้แบบมีความสุข และเป็นการพักผ่อนที่มีความสุขแบบสุดๆ อีกด้วย ซึ่งเราไปดูวิธีการเลือกครีมกันแดดกันดีกว่าว่า จะเป็นอย่างไรบ้าง

1.จะต้องเลือกครีมกันแดดที่กันแดดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

การเลือกครีมกันแดดแบบทั่วไปนั้น ที่เป็นครีมกันแดดที่ไม่ได้ประสิทธิภาพนั้น จะไม่ช่วยในการป้องกันแสงแดดให้กับคุณ ซึ่งการเลือกครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูงนั้น จะต้องครีมกันแดดที่มีSPF สูงกว่า 30ขึ้นไปจะดีที่สุดเลยค่ะ

2.ให้ความสำคัญกับเรื่องของสภาพผิวในการเลือกใช้ครีมกันแดด

  • ผิวธรรมดา

ผิวธรรมดา เป็นผิวที่ไม่มัน หรือแห้งจนเกินไป ซึ่งสามารถที่จะเลือกใช้ครีมกันแดดได้หลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นแบบครีม หรือแบบสเปรย์ก็ตาม ซึ่งสามารถเลือกได้ตามความชอบเลยและในการไปเที่ยวทะเลนั้น จะต้องขยันและหมั่นทาครีมกันแดดบ่อย ๆ เพื่อประสิทธิภาพในการกันแดดที่ดีมากยิ่งขึ้น

  • ผิวมัน

สำหรับคนที่มีผิวมัน และเป็นสิวง่ายนั้น ขอแนะนำให้เลือกใช้ครีมกันแดด ที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำมัน และไม่ก่อให้เกิดความมันเพิ่มเติมบนใบหน้า อีกทั้งการเลือกใช้ครีมกันแดดสำหรับผิวมันนั้น จะช่วยควบคุมความมัน ไม่ให้หน้าเยิ้มในระหว่างตอนเจอแดดหรือเหงื่อออกด้วย

  • ผิวแพ้ง่าย

จะต้องเลือกครีมกันแดดที่มีประสิทธิภาพสูง และจะต้องผลิตจากธรรมชาติ ไม่ก่อให้เกิดการแพ้หรือระคายเคืองแต่อย่างใด อีกทั้งคนที่แพ้ง่ายนั้น จะต้องเลือกยี่ห้อครีมกันแดดที่มีมาตรฐาน มีการรับรองและวิจัย ว่าเหมัสำหรับคนแพ้ง่าย เพื่อให้คนที่มีผิวแพ้ง่าย ได้ใช้ครีมกันแดดอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

  • ผิวแห้ง

สำหรับคนที่มีผิวแห้งนั้น จะต้องเลือกใช้ครีมกันแดดที่มีส่วนผสมอย่างอื่นด้วย เพิ่มเป็นการบำรุงและกันแดดไปในตัว  ซึ่งส่วนผสมที่ควรมีอยู่ในครีมกันแดด เพื่อช่วยในการบำรุง เช่น Aloevera Gel และวิตามิน C , E ซึ่งเหมาะสำหรับผิวแห้งอย่างมาก

หน้าร้อนแบบนี้ใครที่มีแพลนจะไปเที่ยวทะเล ก็บอกเลยว่า นอกเหนือจากการเตรียมชุดสวย ๆ แล้ว อย่าลืมพกครีมกันแดดไปด้วยนะคะ เพื่อประสิทธิภาพในการป้องกันแสงแดด และไม่ทำให้ผิวไหม้หรือผิวหมองคล้ำ  ขอให้ไปเที่ยวทะเลให้สนุกนะคะ

 …

Continue reading

ทาครีมแบบไหนถูกต้องมากที่สุด ถ้าอยากรู้ต้องลองเลย

 

การทาครีมของสาว ๆ นั้น ไม่ใช่แค่การทาครีมแบบทาเฉย ๆ ทาอย่างไรก็ได้ ทาไปเถอะ อะไรแบบนี้ แต่จะต้องมีทักษะในการทาครีม เพื่อให้ครีมซึมซาบเข้าสู่ผิวได้แบบรวดเร็วอีกด้วย ซึ่งวันนี้เราจะแชร์เคล็ดลับในการทาครีมว่าควรทาอย่างไรให้เหมาะสม และถูกต้อง  คาสิโน

1.ทาครีมที่คอ

การทาครีมที่คอก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน เนื่องจากว่าการทาครีมที่คอนั้น มีความสำคัญที่ไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งหากว่าใบหน้าที่มีความเต่งตึง ขาว สว่าง กระจ่างใส  น่าสัมผัสอย่างมากเลยทีเดียว  แต่ว่าคอมีริ้วรอย เหี่ยวย่น ก็คงจะดูไม่งามจริงไหมคะ สาว ๆ จะต้องหันมาสนใจ และใส่ใจในการทาครีมเพื่อประสิทธิภาพของดีของผิวพรรณ ทั้งใบหน้าแล้วลำคอนะคะ  ส่วนวิธีการทาครีมนั้น จะต้องทาโดยการลูบขึ้นตามลำคอค่ะ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้ลำคอไม่เหี่ยวย่นด้วย

2.ทาครีมที่ใบหน้าอย่างถูกต้อง

การทาครีมอย่างถูกต้องนั้น จะต้องใช้นิ้วแตะครีมในปริมาณที่เหมาะสม มาแต้มที่บริเวณใบหน้าทั้ง 5 จุด คือ หน้าผาก คาง จมูกและแก้มทั้งสองข้าง แล้วจึงใช้นิ้วเกลี่ยครีมทั้งหมดบนใบหน้าเบา  ๆ เพียงเท่านี้ ก็เป็นการทาครีมบนใบหน้าที่ถูกต้องแล้วล่ะค่ะ

3.การทาครีมรอบดวงตา

สำหรับการทาครีมรอบดวงตา จะต้องเป็นการทาครีมที่เบามือมากที่สุด เพราะว่าเป็นจุดที่บอบบาง และจะต้องใช้ครีมในปริมาณที่เหมาะสมด้วย คือ เท่าเมล็ดถั่วเขียว  โดยใช้นิ้วมือทาลงไปที่รอบดวงตาอย่างเบามือมากที่สุด แล้วรนไปในทิศทางเดียวกัน จึงจะเป็นการทาครีมรอบดวงตาอย่างถูกต้อง

4 . การทาครีมบริเวณแขน

การทาครีมบริเวณแขนนั้น จะต้องทาครีมจากต้นแขน แล้วทามาที่ปลายแขน และมือ แล้วใช้ปลายนิ้วลูบไล้เบา ๆ ซึ่งเนื้อครีมจะซึมซาบเข้าสู่ผิวได้ดี ซึ่งทั้งนี้จะต้องเน้นบริเวณข้อศอก ซึ่งเป็นจุดที่มีผิวแห้ง หยาบกร้าน จะต้องเน้นและทาครีมอย่างสม่ำเสมอด้วยนะคะ จึงจะทำให้ช่วงข้อศอกที่หยาบแห้งกร้าน จะนุ่มลงได้ค่ะ

5.ทาครีมที่ขาและเท้า

หลังจากที่ทาครีมส่วนบน บนใบหน้าและคอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก็ถึงเวลาที่จะต้องทาครีมที่ขา โดยการทาครีมที่หน้าแข้ง ซึ่งผิวพรรณช่วงนี้จะเป็นผิวที่ค่อนข้างแห้งมากที่สุด  จึงจะต้องดูแลผิวพรรรณบริเวณนี้ให้มากที่สุดนั่นเอง นอกจากนี้การทาครีมที่บริเวณ ขา หน้าแข้ง และเท้านั้น โดยเฉพาะเท้าหากมีการนวดอย่างเบา ๆ ก็จะทำให้เป็นการกระตุ้นการไหลเวียนของเลือดได้เป็นอย่างดีอีกด้วย…

Continue reading
ความงาม

ความงาม 5 วิธีในการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวหน้าอย่างไรให้ปลอดภัย ไม่มีสารอันตราย

ความงาม จากที่มีการออกข่าวถึงครีมอันตราย ที่มีจำหน่ายกันอยู่ทั่วไปนั้น

ความงาม ทำให้มองเห็นได้ชัดเจนเลยว่า ในปัจจุบันมีทั้งครีม ที่เห็นผลจริง และปลอดภัย รวมถึงครีมที่มีสารอันตราย ปนกันอยู่ในท้องตลาด ดังนั้นสาว ๆ หริหนุ่มควรที่จะเลือกครีมอย่างไรให้ปลอดภัย และไม่ต้องกังวลถึงผลลัพธ์ที่จะตามมาจากการทาครีมที่มีสารอันตรายด้วย วันนี้เราจะมาคุณไปดูวิธีการเลือกใช้ครีมอย่างไรให้ปลอดภัย ถ้าพร้อมแล้ว ไปดูกันเลย

               1.จะต้องเลือกใช้ครีมที่มีการรับรองจากอย. แล้วเท่านั้น

นอกจากที่จะต้องดูในเรื่องของผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐาน อย.แล้วนะคะ จะต้องเข้าไปเช็คว่า เลขที่อย.ที่ทางผลิตภัณฑ์นั้นจดแจ้ง เป็นเลขอย.จริงหรือไม่ และ ต้องไม่ใช้เลขที่อย.สวมรอยอย่างเด็ดขาด ทั้งนี้จะต้องรอบคอบ และดูเรื่องของความปลอดภัย เป็นหลักด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ครีมบำรุงหน้าที่คุณได้เลือกใช้นั้น  ผ่านมาตรฐานแล้วจริง อีกทั้งยังเป็นครีมที่ มีมาตรฐานการใช้งานที่สูง มีความเหมาะสมกับสภาพผิวหน้าอีกด้วย  ซึ่งก่อนที่จะเลือกใช้ครีมควรเข้าไปเช็คเลขที่อย.ทางเว็บไซต์ ได้เลย

2.โรงงานผลิตครีมต้องได้มาตรฐานเท่านั้น

จะต้องมีเลขที่ ในการจดแจ้ง อย. แล้วก็จะต้องมีโรงงานในการผลิตครีมที่ได้มาตรฐานด้วย มีเครื่องมือในการผลิตครีมที่มีความทันสมัย ปลอดภัย และสะอาด ไม่มีสิ่งเจือปนของสิ่งสกปรกต่าง ๆ รวมถึงควรมีห้องแล็ปในการคิดค้นและวิจัยสูตรครีมต่าง ๆ ด้วย เพื่อให้มั่นใจได้ว่า ครีมที่คุณเลือกใช้นั้น ผลิตมาจากแหล่งที่มีความปลอดภัยจริง ๆ  และที่อยู่ของการผลิตครีม ควรเป็นครีมที่มีอยู่จริงด้วย  ไม่ใช่การแอบอ้างขึ้นมา ดังนั้นการเลือกใช้ครีมบำรุงหน้า จะต้องใส่ใจใน เรื่องเลือกดูแหล่งผลิตสักนิด เพื่อความปลอดภัย ของตัวคุณเอง

3.บรรจุภัณฑ์จะต้องได้มาตรฐาน

บรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ จะต้องได้มาตรฐาน สะอาด ไม่เก่า ไม่ฉีดขาด  ไม่มีรอยบุบ ฉลากสินค้าจะต้องมีความชัดเจน ไม่ลอกไม่มีรอยขีดต่าง ๆ ด้วย  เพราะว่าครีมที่มีมาตรฐานจะต้องมีคุณภาพ

  1. ฉลากสินค้า จะต้องระบุบส่วนผสมที่ชัดเจน

เนื่องจากว่าครีมที่มีมาตรฐานนั้น จะต้องมีฉลากสินค้าที่ต้องระบุความชัดเจน และ ส่วนผสมหลักที่มีอยู่ในครีมที่ปลอดภัยต่อร่างกายด้วย

  1. ต้องมีวันอายุที่ชัดเจน

ครีมที่มีมาตรฐานนั้น จะมีการใส่วันที่หมดอายุของผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน  และมีการระบุบถึงวันเดือนปีที่ผลิตอีกด้วย

ครีมในยุคปัจจุบันนี้ มีครีมอยู่มากมาย ที่วางขายอยู่ในท้องตลาด ซึ่งมีสรรพคุณที่แตกต่างกัน เช่น ช่วยให้ใบหน้าขาวใส ไร้ริ้วรอย กระชับรูขุมขน หรือสรรพคุณอื่น ๆ ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่ จะต้องเลือกและพิจารณาอย่างถี่ถ้วนก่อนที่จะเลือกใช้ผลตภัณฑ์ ใบหน้าเรามีใบหน้าเดียวก่อนใช้ครีมอะไรอย่างลืมศึกษา และ ดูให้ดีก่อนนะคะ…

Continue reading