เคล็ดไม่ลับ!3วิธีวิ่งยังไงให้อึดที่สุด

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนไทยส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่าถ้าเราอ้วนหรือไม่ใช่นักกีฬาก็จะไม่สามารถวิ่งได้นานๆได้
แต่ที่จริงแล้วมีวิธีฝึกที่ไม่ยากนักในการที่จะทำให้คุณสามารถวิ่งระยะไกลหรือ Long Distance Run (LSD)
จนไปถึงการวิ่งแบบมาราธอน (Marathon) ได้เลย ซึ่งคุณควรจะวิ่งแบบนี้ให้เป็นเพราะการวิ่งแบบ LSD
จะช่วยยกระดับร่างกายคุณให้ออกกำลังและเล่นกีฬาอื่นๆได้ดีขึ้นด้วย
โดยวันนี้เรารวบรวมเคล็ดลับวิธีวิ่งไม่ให้เหนื่อยหรือให้อึดมากที่สุด มาให้ฝึกกันดังนี้
1.เริ่มจาก จัดสภาพร่างกายให้เหมาะสมก่อนวิ่ง: สิ่งนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากที่บางคนอาจมองข้ามไป
แต่ที่จริงมันจะช่วยให้คุณพร้อมสำหรับการวิ่งได้มากเลยทีเดียว
การเลือกรองเท้าวิ่ง
สิ่งนี้ทุกคนมองข้าม แต่รองเท้าที่ดีจะทำให้คุณวิ่งได้นานมากขึ้นเลยทีเดียว
เราแนะนำให้คุณอ่านวิธีเลือกรองเท้าวิ่งอย่างถูกต้องที่นี่
การรับประทานอาหารก่อนวิ่ง
หลายคนเข้าใจผิดว่าต้องกินแป้งและน้ำตาลเยอะเพื่อสำรองพลังงานเพื่อจะได้วิ่งได้นานๆ
แต่ที่จริงแล้วคุณควรกินมื้อที่ไม่หนักมากก่อนวิ่งเป็นเวลาอย่างน้อย 1
ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายคุณย่อยอาหารและนำพลังงานไปใช้ได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งยังทำให้คุณไม่จุกเวลาวิ่งหนักๆด้วย
การเตรียมร่างกายก่อนวิ่ง
คุณควรพักก่อนให้เพียงพอ และดื่มน้ำมากๆอย่างสม่ำเสมอในแต่ละวันที่คุณจะออกกำลังกาย
เพราะถ้าหากร่างกายคุณขาดน้ำแล้ว คุณจะไม่สามารถใช้ร่างกายได้อย่างเต็มที่ได้
2. ใช้ท่าวิ่งที่ถูก: จำไว้ว่าการวิ่งแต่ละประเภทไม่เหมือนกัน คุณไม่สามารถเอาวิธีวิ่งแบบหนึ่งมาใช้กับอีกแบบได้
ต่อไปนี้คือสิ่งสำคัญในการจัดท่าวิ่งของคุณ
อย่าก้าวไกลเกินเข่า (Overstride): เพราะการก้าวที่ไกลเกินจะทำให้คุณเสียพลังงานโดยไม่จำเป็น
และยังเสี่ยงต่ออาการบาดเจ็วด้วย
ยืดสำตัวตรงและสูง (Run Vertically): เพื่อไม่ให้คุณเสียพลังงานไปกับ Momentum
ที่เปล่าประโยชน์จากการที่ร่างกายคุณสะบัดไปในทิศทางที่ไม่ต้องการ
โน้มตัวไปข้างหน้า (Lean): คุณต้องโน้มตัวไปข้างหน้าเล็กน้อยเพื่อใช้ประโยชน์จากแรงโน้มถ่วง
การก้าวย่าง: ควรก้าวถี่ๆ (High Cadence)
การลงเท้า: ห้ามใช้ส้นเท้าลงเด็ดขาด แต่จงใช้กลางเท้าลง (Flat foot) และไม่ควรทิ้งเท้าลงแบบไม่ยั้ง
เพราะจะทำให้เท้าคุณบาดเจ็บได้
ฟังเสียงการวิ่ง: หากคุณได้ยิ่งเสียงกระแทกดังๆระหว่างวิ่งแปลว่าคุณวิ่งผิดวิธีอยู่ จงแก้ไขซะ
ปิดท้ายกันที่ หายใจให้ถูก: การหายใจที่ถูกคือการหายใจเป็นจังหวะทางปาก เช่น “เข้า เข้า ออก ออก” (2:2 Rhythm)
หรือ “เข้า เข้า เข้า ออก ออก ออก” (3:3 Rhythm) โดยเป็นการหายใจด้วยส่วนท้องไม่ใช่อก
ในขณะที่การหายใจที่ผิดคือการหายใจ “เข้า ออก” รัวๆ (1:1 Rhythm)
ซึ่งจะทำให้คุณไม่สามารถนำอากาศเข้าไปได้อย่างเต็มที่ระหว่างวิ่ง ทั้งนี้หากคุณหายใจถูกวิธี
คุณจะสามารถพูดไประหว่างวิ่งได้